งานวิจัย “Creative and Cultural Distriscts in Thailand” British Council Thailand (2020)

ระบบนิเวศของย่านสร้างสรรค์และวัฒนธรรม (The Ecology of Creative and Cultural Districts)

กล่าวถึงความสำคัญของ สิ่งแวดล้อมท้องถิ่นและปฏิสัมพันธ์ของผู้คน ที่ส่งผลต่อการเกิดและเติบโตของความคิดสร้างสรรค์ใน ย่านสร้างสรรค์และวัฒนธรรมโดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานแบบ Hard และ Soft Infrastructure

  • Hard Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานแบบแข็ง): สิ่งที่จับต้องได้ เช่น ถนน อาคาร ระบบขนส่ง และระบบสื่อสาร
  • Soft Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานแบบอ่อน): สิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น วัฒนธรรม ผู้คน ชุมชน กิจกรรม ภาษา และเครือข่ายสังคม

ตัวอย่างจากพื้นที่ศึกษาจริง

  • ย่านเมืองเก่าสงขลา และเจริญกรุง (กรุงเทพฯ): มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมจากประวัติศาสตร์ของการอพยพ ทำให้มีอาคารเก่า ถนนแคบ และชุมชนที่ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ สิ่งนี้เอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์และการสร้างสรรค์
  • เชียงใหม่: รากฐานทางศาสนาและวัฒนธรรม เช่น วัดและช่างฝีมือดั้งเดิม ทำให้เป็นศูนย์กลางสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ และดึงดูดผู้คนจากภายนอกเข้ามาทำงานและใช้ชีวิต
  • สกลนคร: ทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าไม้คราม เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมสิ่งทอและการย้อมผ้าพื้นเมือง

บทบาทของเครือข่ายสังคม (Social Capital)

          Soft Infrastructure ยังรวมถึง ความสัมพันธ์ในชุมชน ที่สร้างทุนทางสังคม (Social Capital) ซึ่งช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น

1.   Bonding Social Capital:  ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในกลุ่มเล็ก เช่น ครอบครัว เพื่อนบ้าน
(เช่นในหมู่บ้านช่างฝีมือเชียงใหม่)

2.      Bridging Social Capital: การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มที่หลากหลาย เช่น ข้ามองค์กร ศาสนา หรือรุ่นวัย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและทรัพยากร

3.      Linking Social Capital: การเชื่อมกับองค์กรหรือกลุ่มที่มีอำนาจมากกว่า เช่น รัฐบาล องค์กรใหญ่ เพื่อดึงทรัพยากรหรือโอกาสเข้ามา

 

 

 

แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ (Modelling Good Practice for Creative Districts)

ย่านสร้างสรรค์ในกรณีศึกษาจะมีความแตกต่างกัน แต่สามารถสรุปออกเป็นแนวปฏิบัติหลัก 9 ข้อที่ใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดังนี้

1.     ให้คุณค่าใหม่กับมรดกวัฒนธรรม

·        ฟื้นฟูสถานที่ประวัติศาสตร์อย่างเคารพต่อบริบทเดิม

·        เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม

·        เปลี่ยนพื้นที่เก่าให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น เมืองเก่าสงขลา

2.     สืบทอดและพัฒนาหัตถกรรมท้องถิ่น

·        ส่งเสริมการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างช่างฝีมือต่างแขนง

·        พัฒนาหัตถกรรมแบบดั้งเดิมให้ร่วมสมัย เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ เช่น แนวทางของ Weave Artisan Society ในเชียงใหม่

3.     สร้างทุนวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจใหม่

·        ใช้ศักยภาพของวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยใหม่

·        ตัวอย่างเช่น เทศกาล สกลเฮ็ดที่รวมเอาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาใช้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

4.     ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม

·        ความหลากหลายของชาติพันธุ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

·        แต่ต้องมีการออกแบบระบบสนับสนุนให้เกิด ความร่วมมือข้ามวัฒนธรรมเช่น การเชื่อมกลุ่มมุสลิม-จีนในเจริญกรุง

5.     ดึงดูดและเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่

·        พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทดลองและแสดงออกอย่างเสรีจะดึงดูดคนรุ่นใหม่และผู้ที่เคยย้ายออกไปกลับมา

·        ระบบอินเทอร์เน็ตที่ดี การขนส่งสะดวก และเครือข่ายสร้างสรรค์ที่มีอยู่เดิมเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น เชียงใหม่ที่ดึงดูด digital nomads

6.     สร้างบรรยากาศสร้างสรรค์

·        ขนาดพื้นที่ที่เดินได้สะดวก ส่งเสริมความใกล้ชิดทางสังคม

·        พื้นที่กึ่งสังคม เช่น คาเฟ่ โคเวิร์กสเปซ เป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิด

·        เขตเมืองรอง เช่น สงขลา เชียงใหม่ และสกลนคร มีศักยภาพในการพัฒนาแบบยั่งยืน

 

 

 

7.     พัฒนาชุมชนผ่านโครงสร้างพื้นฐานแข็งและอ่อน

·        ต้องมีทั้งนโยบายจากรัฐ (เช่น OTOP) และการลงทุนในทุนมนุษย์ เช่น Co-working space และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

·        การประสานระหว่างรัฐบาล ธุรกิจ และชุมชน เช่น Chiang Mai Creative City Committee คือโมเดลที่ดี

8.     เชื่อมโยงทุนทางสังคม

·        กลุ่มที่เชื่อมแนวนอน (Bridging): นำแรงบันดาลใจจากภายนอกมาผสมกับสิ่งท้องถิ่น เช่น A.E.Y. Space, Weave Artisan Society

·        กลุ่มที่เชื่อมแนวตั้ง (Linking): เชื่อมกับหน่วยงานรัฐ เช่น Songkhla Heritage Trust, TCDC ในเจริญกรุง

·        การมีผู้นำทางความคิดและองค์กรที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญ

9.     รับมือกับผลกระทบของการฟื้นฟูเมือง (Gentrification)

·        แม้การพัฒนาเมืองจะดึงดูดนักลงทุน แต่ก็อาจทำให้ชาวบ้านเดิมถูกเบียดออก เช่น ศิลปินในย่านนิมมานเหมินท์ที่ย้ายออกจากเชียงใหม่

·        วิธีรับมือ ได้แก่

     -   การถือครองที่ดินโดยชุมชน (ช่วยต้านการไล่รื้อ)

-   การใช้เงินทุนในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน (เช่น สกลเฮ็ด)

     -   การออกแบบนโยบายที่คืนผลประโยชน์ให้ชุมชนอย่างเป็นธรรม

          โดยสรุป การพัฒนาย่านสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนต้องอาศัยการผสมผสานระหว่าง มรดกวัฒนธรรม, ความร่วมมือของชุมชน, โครงสร้างพื้นฐาน, การส่งเสริมทุนมนุษย์ และการบริหารจัดการผลกระทบจากการพัฒนา อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง

 

ที่มา :

British Council Thailand. (2020). Creative and cultural districts in Thailand. British Council.